Proctor Compaction Test คือการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาณน้ำ (moisture content) กับ ความหนาแน่นแห้งของดิน (dry density / dry unit weight) ภายใต้พลังงานการบดอัดที่กำหนด ผลสำคัญที่ได้คือ Maximum Dry Density (MDD) และ Optimum Moisture Content (OMC) ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนและควบคุมงานบดอัดดินในสนาม

สำหรับงานถนน ลาน พื้นโรงงาน เขื่อนดิน งานถม และชั้นรองพื้นต่าง ๆ ค่า MDD และ OMC มักถูกใช้เป็น “ค่าฐานจากห้องปฏิบัติการ” เพื่อเปรียบเทียบกับผล Field Density Test ในสนาม อย่างไรก็ตาม การตีความต้องอ้างอิงวิธีทดสอบและข้อกำหนดของโครงการเสมอ เพราะ Standard Proctor และ Modified Proctor ให้พลังงานบดอัดต่างกัน และจึงอาจให้ค่า MDD/OMC ต่างกันสำหรับดินชนิดเดียวกัน

การทดสอบ Proctor Compaction Test ในห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่า MDD และ OMC
การทดสอบ Proctor Compaction Test เพื่อสร้าง Moisture-Density Relationship — หมายเหตุ: ภาพนี้สร้างโดย AI

Proctor Compaction Test คืออะไร?

หลักการของการทดสอบคือเตรียมดินที่มีปริมาณน้ำหลายระดับ แล้วบดอัดลงในแบบหล่อ (mold) ด้วยค้อนหรือ rammer ตามจำนวนชั้น จำนวนครั้งตก และระยะตกที่มาตรฐานกำหนด หลังจากนั้นคำนวณความหนาแน่นแห้งของแต่ละจุดและพล็อตกราฟระหว่าง dry density กับ moisture content

กราฟที่ได้เรียกว่า moisture-density relationship หรือ compaction curve โดยทั่วไปจะมีลักษณะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดแล้วลดลง จุดสูงสุดของกราฟให้ค่า MDD และปริมาณน้ำที่ตำแหน่งนั้นคือ OMC

ค่า MDD และ OMC คืออะไร?

Maximum Dry Density (MDD)

Maximum Dry Density คือความหนาแน่นแห้งสูงสุดที่ดินตัวอย่างสามารถให้ได้ภายใต้ วิธีทดสอบและระดับพลังงานบดอัดที่กำหนด ไม่ใช่ “ความหนาแน่นสูงสุดของดินในทุกสภาวะ” เพราะหากเปลี่ยนพลังงานบดอัด เปลี่ยน gradation หรือเปลี่ยนวัสดุ ค่า MDD ก็สามารถเปลี่ยนได้

ดังนั้นเมื่ออ่านรายงานควรดูคู่กันเสมอว่า MDD มาจาก Standard Proctor, Modified Proctor หรือวิธีทดสอบใด และใช้ Method A, B หรือ C ตามข้อกำหนดหรือ gradation ของวัสดุหรือไม่

Optimum Moisture Content (OMC)

Optimum Moisture Content คือปริมาณน้ำที่สัมพันธ์กับจุด MDD บน compaction curve สำหรับพลังงานบดอัดชุดนั้น น้ำช่วยให้อนุภาคดินเคลื่อนตัวและจัดเรียงตัวได้ดีขึ้นในช่วงหนึ่ง แต่เมื่อมีน้ำมากเกินไป น้ำจะเข้าไปครอบครองปริมาตรของช่องว่าง ทำให้ dry density ลดลง

OMC จึงเป็นค่าจากการทดสอบเชิงมาตรฐาน ไม่ควรตีความว่าเป็น “ค่าความชื้นที่ดีที่สุดสำหรับทุกคุณสมบัติทางวิศวกรรม” โดยอัตโนมัติ งานบางประเภทอาจกำหนดช่วงความชื้นด้าน dry side หรือ wet side ของ OMC ตามพฤติกรรมที่ต้องการและข้อกำหนดการก่อสร้าง

กราฟ Moisture-Density อ่านอย่างไร?

การอ่านกราฟ Proctor แบบพื้นฐานให้ดูแกนนอนเป็น moisture content (%) และแกนตั้งเป็น dry density หรือ dry unit weight จากนั้นพิจารณา 3 ส่วนสำคัญ:

  1. Dry side of optimum: ช่วงก่อนถึง OMC เมื่อเพิ่มน้ำแล้ว dry density มักเพิ่มขึ้น
  2. Peak: จุดสูงสุดของเส้นโค้ง เป็น MDD และค่าความชื้นที่จุดนี้คือ OMC
  3. Wet side of optimum: ช่วงหลัง OMC เมื่อเพิ่มน้ำต่อ dry density มักลดลง

รายงานบางฉบับจะแสดง Zero Air Voids (ZAV) curve ประกอบด้วย เส้นนี้เป็นขอบเขตเชิงทฤษฎีของสภาวะอิ่มตัว 100% สำหรับค่าความถ่วงจำเพาะของเม็ดดินที่กำหนด ผลทดสอบจริงไม่ควรอยู่เหนือ ZAV curve หากข้อมูลที่ใช้คำนวณถูกต้อง

Standard Proctor กับ Modified Proctor ต่างกันอย่างไร?

รายการStandard ProctorModified Proctor
มาตรฐาน ASTM ที่ใช้บ่อยASTM D698-12(2021)ASTM D1557-12(2021)
พลังงานบดอัด nominalประมาณ 600 kN·m/m³ประมาณ 2,700 kN·m/m³
Rammer5.5 lbf (ประมาณ 24.5 N)10 lbf (ประมาณ 44.5 N)
ระยะตก12 in (ประมาณ 305 mm)18 in (ประมาณ 457 mm)
แนวโน้มสำหรับดินเดียวกันMDD มักต่ำกว่า และ OMC มักสูงกว่าMDD มักสูงกว่า และ OMC มักต่ำกว่า

Modified Proctor ใช้พลังงานบดอัดสูงกว่า Standard Proctor ประมาณ 4.5 เท่า จึงไม่ควรนำค่า MDD จาก Standard Proctor ไปเปรียบเทียบกับข้อกำหนดที่ระบุ Modified Proctor หรือกลับกัน เพราะฐานอ้างอิงต่างกัน

การเลือกว่าจะใช้ ASTM D698 หรือ ASTM D1557 ไม่ควรเลือกจากความรู้สึกว่า “Modified ดีกว่า” แต่ควรดูแบบ รายการประกอบแบบ Specification และลักษณะงาน เพราะบางโครงการระบุวิธีทดสอบไว้ชัดเจน

มาตรฐาน ASTM ปัจจุบันสำหรับ Proctor Compaction

ณ เดือนตุลาคม 2026 มาตรฐาน ASTM ที่ยังแสดงสถานะ Active สำหรับการทดสอบ moisture-density relationship ที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่:

  • ASTM D698-12(2021) — Standard Test Methods for Laboratory Compaction Characteristics of Soil Using Standard Effort
  • ASTM D1557-12(2021) — Standard Test Methods for Laboratory Compaction Characteristics of Soil Using Modified Effort

ASTM ระบุว่าการทดสอบทั้งสองวิธีใช้สร้างความสัมพันธ์ระหว่าง molding water content กับ dry unit weight และใช้เป็นฐานสำหรับกำหนด percent compaction และควบคุมงานก่อสร้าง ทั้งยังมีข้อจำกัดสำหรับวัสดุที่มี oversize fraction สูง จึงควรตรวจ gradation และ method ที่เหมาะสมก่อนทดสอบ

Proctor Test เกี่ยวข้องกับ Field Density Test อย่างไร?

นี่คือจุดที่ Proctor Test มีประโยชน์มากที่สุดในงาน QA/QC ภาคสนาม เพราะผล Field Density ให้ค่าความหนาแน่นของดิน “ที่บดอัดจริงในสนาม” ส่วน Proctor ให้ค่า MDD “จากห้องปฏิบัติการภายใต้พลังงานอ้างอิง”

ค่าที่มักใช้เปรียบเทียบคือ Percent Compaction หรือ Relative Compaction:

Percent Compaction = (Field Dry Density ÷ Laboratory MDD) × 100

ตัวอย่าง หาก MDD จากการทดสอบที่โครงการกำหนดเท่ากับ 1.90 Mg/m³ และ Field Dry Density เท่ากับ 1.82 Mg/m³:

Percent Compaction = (1.82 ÷ 1.90) × 100 ≈ 95.8%

ตัวเลขนี้บอกระดับการบดอัดเทียบกับฐานจากห้องปฏิบัติการ แต่จะ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ต้องเทียบกับ Specification ของโครงการ ไม่ควรใช้ 95% เป็นเกณฑ์สากลทุกงาน แม้ 95% จะเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อยในงานถมและงานทางหลายประเภทก็ตาม

หากต้องการดูขั้นตอนและข้อควรระวังของการตรวจความหนาแน่นในสนาม อ่านต่อได้ที่ การทดสอบ Field Density Test ของชั้น Subgrade, Subbase และ Base

ทำไมต้องควบคุมความชื้นใกล้ OMC?

หากดินแห้งเกินไป อนุภาคอาจจัดเรียงตัวได้ยากและต้องใช้ compactive effort มากขึ้นเพื่อให้ได้ density ที่ต้องการ หากเปียกเกินไป อาจเกิดอาการ pumping หรือไม่สามารถเพิ่ม dry density ได้ตามต้องการ แม้เพิ่มจำนวนเที่ยวบดอัด

ในทางปฏิบัติ จึงควรตรวจทั้ง moisture content และ field density ไม่ใช่ดู density เพียงอย่างเดียว และต้องใช้ข้อกำหนดช่วงความชื้นของโครงการเป็นเกณฑ์ เพราะวัสดุแต่ละชนิดมีพฤติกรรมต่างกัน

Atterberg Limits ช่วยอ่านผล Proctor ได้อย่างไร?

Atterberg Limits และ Proctor Test เป็นคนละการทดสอบ แต่สามารถช่วยอธิบายพฤติกรรมของวัสดุร่วมกันได้ โดย Atterberg Limits ช่วยบอก plasticity ของดินละเอียด ขณะที่ Proctor Test แสดง moisture-density relationship ภายใต้พลังงานบดอัดที่กำหนด

หากต้องการทำความเข้าใจค่า LL, PL และ PI สามารถอ่านบทความ Atterberg Limits คืออะไร? เข้าใจค่า LL, PL และ PI ของดิน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเภทและพฤติกรรมของดินก่อนวางแผนงานบดอัด

ตัวอย่างการอ่านรายงาน Proctor Compaction

รายการในรายงานตัวอย่างควรอ่านอย่างไร
Test MethodASTM D1557 Method Aเป็น Modified Effort และ Method A ตามเงื่อนไขของ gradation
Maximum Dry Density (MDD)1.98 Mg/m³ค่าฐานสูงสุดจาก compaction curve ของตัวอย่างนี้
Optimum Moisture Content (OMC)10.5%moisture content ที่สัมพันธ์กับ MDD ของการทดสอบนี้
Field Dry Density1.90 Mg/m³ค่าที่วัด/คำนวณจากพื้นที่ก่อสร้าง
Percent Compaction96.0%1.90 ÷ 1.98 × 100; ต้องเทียบกับ project specification

ตัวอย่างนี้มีไว้เพื่ออธิบายวิธีอ่านเท่านั้น ไม่ได้กำหนดว่า 96.0% ผ่านทุกโครงการ เพราะ acceptance criteria ต้องมาจากแบบหรือ Specification ที่เกี่ยวข้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ค่า MDD และ OMC

  • ใช้ MDD คนละมาตรฐาน: นำผล Standard Proctor ไปเทียบกับข้อกำหนด Modified Proctor หรือกลับกัน
  • ใช้ MDD จากคนละวัสดุ: หากชนิดดินหรือแหล่งวัสดุเปลี่ยน การใช้ curve เดิมอาจไม่เป็นตัวแทนของวัสดุในสนาม
  • ดู Percent Compaction แต่ไม่ดูความชื้น: งานบางประเภทต้องควบคุม moisture range ควบคู่กับ density
  • คิดว่า MDD คือค่ากำลัง: MDD เป็น density index จากวิธี compaction ไม่ใช่ CBR, shear strength หรือ bearing capacity
  • ไม่สนใจ oversize fraction: วัสดุเม็ดหยาบมากอาจอยู่นอกขอบเขตหรือจำเป็นต้องใช้ correction ตามมาตรฐาน
  • ใช้เกณฑ์ 95% แบบเหมารวม: ค่า acceptance ต้องยึด Specification ของโครงการ

Proctor Test ใช้แทน CBR ได้หรือไม่?

ไม่ได้โดยตรง Proctor Test ใช้หาความสัมพันธ์ moisture-density และค่าฐาน MDD/OMC ส่วน California Bearing Ratio (CBR) เป็นการประเมิน resistance ต่อ penetration ภายใต้ขั้นตอนทดสอบเฉพาะ แม้ในการเตรียมตัวอย่าง CBR อาจมีการอ้างอิง compaction condition แต่ค่าทั้งสองตอบคำถามทางวิศวกรรมคนละด้าน

ก่อนส่งตัวอย่างทดสอบ Proctor ควรเตรียมข้อมูลอะไร?

  1. ชื่อโครงการและตำแหน่งที่เก็บตัวอย่าง
  2. ประเภทวัสดุ เช่น ดินถม ดินลูกรัง วัสดุชั้นทาง หรือวัสดุจาก borrow source
  3. Specification ที่ระบุว่าจะใช้ Standard หรือ Modified Proctor
  4. ข้อมูล gradation หรือผล Sieve Analysis ถ้ามี
  5. วัตถุประสงค์ เช่น ใช้เป็น reference สำหรับ Field Density, งานถม, Subgrade, Subbase หรือ Base
  6. จำนวนตัวอย่างและแผนการเก็บตัวอย่างให้เป็นตัวแทนของวัสดุ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proctor Compaction Test

MDD ยิ่งสูง แปลว่าวัสดุยิ่งดีหรือไม่?

ไม่เสมอไป MDD ขึ้นกับชนิดดิน gradation specific gravity และพลังงานบดอัด วัสดุสองชนิดที่มี MDD ต่างกันไม่สามารถสรุปคุณภาพโดยดูเลข MDD เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาคุณสมบัติที่โครงการต้องการ เช่น CBR, plasticity, permeability หรือ shear strength ร่วมด้วย

OMC คือความชื้นที่ต้องทำให้ตรงเป๊ะในสนามหรือไม่?

OMC คือค่าที่จุด MDD ในห้องปฏิบัติการสำหรับพลังงานทดสอบนั้น ในสนามจะใช้ช่วงยอมรับตาม Specification และสภาพวัสดุจริง ไม่ควรตั้งเกณฑ์เองว่าต้องเท่ากับ OMC พอดีทุกจุด

Standard Proctor กับ Modified Proctor ใช้แทนกันได้หรือไม่?

ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ เพราะพลังงานบดอัดต่างกันและให้ MDD/OMC ต่างกัน ต้องใช้วิธีที่ Specification หรือผู้ออกแบบกำหนด

Field Density 95% หมายความว่าอะไร?

โดยทั่วไปหมายถึง field dry density คิดเป็น 95% ของ MDD ที่กำหนดเป็นฐานอ้างอิง แต่ต้องตรวจด้วยว่า MDD นั้นมาจากมาตรฐานและวัสดุชุดเดียวกับที่ Specification กำหนด และเกณฑ์ 95% ไม่ใช่เกณฑ์สากลสำหรับทุกงาน

ถ้าวัสดุจากหน้างานเปลี่ยน ต้องทำ Proctor ใหม่หรือไม่?

หากวัสดุเปลี่ยนชนิด แหล่งที่มา gradation หรือคุณสมบัติอย่างมีนัยสำคัญ curve เดิมอาจไม่เป็นตัวแทน ควรให้วิศวกรหรือห้องปฏิบัติการพิจารณาว่าจำเป็นต้องทดสอบใหม่หรือไม่ โดยยึด Specification และระบบ QA/QC ของโครงการ

สรุป

Proctor Compaction Test เป็นการทดสอบพื้นฐานสำหรับหาความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นกับความหนาแน่นแห้งของดิน โดยให้ค่า MDD และ OMC ที่ใช้เป็น reference สำคัญในการควบคุมงานบดอัดและประเมินผล Field Density Test

หัวใจของการนำผลไปใช้คือ ต้องรู้ว่าเป็น Standard หรือ Modified Proctor ใช้ตัวอย่างวัสดุที่เป็นตัวแทนของหน้างาน และเปรียบเทียบกับ Specification ของโครงการ ไม่ควรสรุปจาก MDD, OMC หรือ Percent Compaction เพียงตัวเดียวโดยไม่ดูชนิดวัสดุ ความชื้น และข้อกำหนดงานร่วมกัน

หากต้องการทดสอบคุณสมบัติดินในห้องปฏิบัติการหรือวางแผนงานตรวจคุณภาพการบดอัด สามารถดูภาพรวมบริการที่ SoilTest.Asia หรือ ขอใบเสนอราคางานทดสอบดิน พร้อมแจ้งประเภทวัสดุ มาตรฐานที่โครงการกำหนด และวัตถุประสงค์การใช้งาน เพื่อให้ประเมินขอบเขตการทดสอบได้เหมาะสม


เอกสารอ้างอิงทางเทคนิค: ASTM D698-12(2021), ASTM D1557-12(2021) และ FHWA Geotechnical Engineering guidance เรื่อง moisture-density relationship. ก่อนนำไปใช้จริงควรตรวจ Specification ของโครงการและ revision ของมาตรฐานที่สัญญากำหนดอีกครั้ง

ASTM D698-12(2021) · ASTM D1557-12(2021) · FHWA Moisture-Density Relationship

Proctor Compaction Test คืออะไร? เข้าใจค่า MDD และ OMC